พระคัมภีร์เป็นพระวาจาของพระเป็นเจ้า เราจึงต้องอ่านด้วยความเคารพ  โดยคิดว่าข้อความนั้นมีความหมายสำหรับเราอย่างแน่นอน  ถ้าเราพยายามแสวงหาความหมายนั้น

             พระคัมภีร์อ่านเข้าใจยาก  ไม่เห็นรู้เรื่องอะไรเลย ถ้าจะเปรียบก็คงจะเหมือนกับคนที่ไม่รู้จักภาษากันย่อมพูดกันไม่รู้เรื่อง  ฉะนั้น  เราจึงต้องเข้าใจภาษาพระคัมภีร์เสียก่อน

             พระเป็นเจ้าตรัสกับเราโดยใช้ภาษามนุษย์  ใช้มนุษย์เป็นเครื่องมือ ดังนั้น  พระคัมภีร์จึงเป็นวาจาของมนุษย์  (ผู้เขียนพระคัมภีร์) ด้วยเช่นกัน  ถ้าจะเปรียบก็เหมือนกับการบังเกิดเป็นมนุษย์ของพระเยซูเจ้า พระองค์ทรงเป็น “พระเป็นเจ้าแท้” และ “มนุษย์แท้”

             พระคัมภีร์ก็เป็น “พระวาจาของพระเป็นเจ้า” (จริง ๆ) และเป็น “วาจาของมนุษย์” (จริง ๆ)อีกด้วย

             สิ่งที่พระเป็นเจ้าทรงต้องการบอกเรา ก็เป็นสิ่งเดียากับที่ผู้เขียนต้องการจะบอกเราด้วย ดังนั้น  เพื่อจะทราบความหมายของข้อความในพระคัมภีร์   ก่อนอื่นเราต้องรู้จักภาษาที่ใช้เขียนพระคัมภีร์เป็นอย่างดีเสียก่อน ภาษาที่ใช้เขียนพระคัมภีร์ (ต้นฉบับ)  มีอยู่ด้วยกัน 3  ภาษาคือ

             ก.ภาษาฮีบรู  พันธสัญญาเดิมส่วนใหญ่เขียนเป็นภาษาฮีบรู

             ข.ภาษาอารามิค   เป็นภาษาเซมิติคล้ายกับภาษาฮีบรู

             ค.ภาษากรีก พันธสัญญาใหม่ทั้ง 27 ฉบับ เขียนด้วยภาษากรีก  นอกจากนั้นหนังสือ “อธิกธรรม” ในพันธสัญญาเดิมส่วนใหญ่ตกมาถึงเราในภาษากรีก  แม้ว่าต้นฉบับดั้งเดิมเคยเขียนไว้เป็นภาษาฮีบรูหรืออารามิคก็ตาม

             มนุษย์ใช้ภาษาเป็นอุปกรณ์สื่อสาร  นอกจากข้อความที่ต้องการจะ”บอก “ หรือ”””” “สอน”แล้ว  ยังใช้แสดง  “อารมณ์” ของผู้ใช้ภาษาอีกด้วย “อารมณ์”  มักจะเป็นสิ่งที่กวีพยายามแสดงออกในกวีนิพนธ์ของตนมากกว่าความหมายอย่างอื่น

             ภาษาเป็น “คำพูด” ก่อน แล้วจึงได้รับการบันทึก “เขียนลงไว้” เป็นลายลักษณ์อักษร  เรื่องราวที่พระเป็นเจ้าต้องการถ่ายทอดให้มนุษย์ได้ทราบมักจะมีการบอกเล่าด้วยปากเปล่าสืบต่อกันมาก่อน จะถูกนำมาเขียนลงในภายหลัง  บางทีมีการบอกเล่าด้วยปากเปล่ามาเป็นเวลานานนับร้อยปีก็ได้

เพราะฉะนั้น  เพื่อที่จะเข้าใจว่าพระเป็นเจ้าต้องการจะบอกอะไรเราในข้อความหนึ่งของพระคัมภีร์  เราจึงต้องเข้าใจเสียก่อนว่า ผู้เขียนข้อความดังกล่าวต้องการบอกอะไร  มีความหมายอย่างไร นอกจากจะรู้ภาษาที่ใช้เขียนพระคัมภีร์แล้ว เรายังจำเป็นต้องเข้าใจวิธีพูด  วิธีเขียนแบบต่าง ๆ  เพื่อสื่อความหมายพิเศษของภาษานั้น ๆ วัฒนธรรมนั้น ๆ ในสมัยนั้น ๆ อีกด้วย ซึ่งเรียกรวมกันว่า  “แบบแผนวรรณกรรม” การเข้าใจถึง “แบบแผนวรรณกรรม”   นี้มีความสำคัญมาก  ถ้าเข้าใจไม่ถูกต้อง เราอาจจะเข้าใจผิด  ตีความหมายของข้อความหนึ่งออกนอกทางไปไกลมากก็ได้

แบบแผนวรรณกรรมอาจแบ่งได้เป็น 2  แบบใหญ่ ๆ นั่นคือ
ก.ร้อยแก้ว                                   ข. ร้อยกรอง หรือคำประพันธ์

นอกจากนั้นยังมีแบบย่อยอีกมากมาย  ในปัจจุบันเราทุกคนจะรู้จัก  “แบบแผนวรรณกรรม”    ต่อไปนี้ได้ดีพอควรเช่น เรื่องเล่า ข่าว (ทางหนังสือพิมพ์,  วิทยุ  หรือโทรทัศน์) บทวิจารณ์  นิทาน นวนิยาย  คำคม  คำพังเพย  สุภาษิต คติพจน์  คำขวัญ  เรื่องตลก บทละคร คำปราศรัย  คำบรรยายทางวิชาการ  รายงานเศรษฐกิจ  ตำรากับข้าว สุนทรพจน์  คำพยากรณ์ พระราชโองการ กฎหมาย จดหมาย (ส่วนตัว    ราชการ  ธุรกิจ)   บทเทศน์ รายงานอากาศ  บทวาด คำปลุกใจ ข้อความโฆษณา ฯลฯ

             การทราบแบบแผนวรรณกรรมของข้อความที่เขียนไว้ยากกว่าของ “คำพูด” ซึ่งมีน้ำเสียงและสีหน้าของผู้พูดแสดงความหรือแบบของข้อวามที่เขาพูดนั้นให้เราทราบได้ไม่ยาก  แต่การทราบแบบแผนวรรณกรรมของข้อความในพระคัมภีร์ที่เราอ่านนั้นเป็นสิ่งสำคัญมาก  ไม่ใช่ว่าทุกอย่างที่เขียนไว้จะต้องเข้าใจความหมายตามตัวอักษรเสมอไป  เนื่องจากแบบวรรณกรรมแต่ละแบบก็มีกฎเกณฑ์และวิธีเฉพาะของตนในการแสดงความหมายที่ผู้เขียนต้องการแสดงให็ผู้อ่านทราบ

             หลักเกณฑ์อีกข้อหนึ่งในการตีความของพระคัมภีร์ก็คือ  ความสอดคล้องกับแผนการความรอดทั้งหมดของพระเป็นเจ้า พระศาสนจักรอาจต้องเป็นผู้ตัดสินในเรื่องนี้ นี่คือความสำคัญของ “ธรรมประเพณี”        เรามักจะไม่ทราบชื่อผู้แต่งหนังสือฉบับต่าง ๆ ในพระคัมภีร์  ส่วนใหญ่แล้วชื่อที่ติดมากับหนังสือต่าง ๆ ก็ไม่ได้หมายความว่าผู้นั้นเป็นผู้เขียนจริง ๆ
 

             (จากหนังสือแง้มมองพระคัมภีร์   หน้า 9-14)การทราบแบบแผนวรรณกรรมของข้อความที่เขียนไว้ยากกว่าของ “คำพูด” ซึ่งมีน้ำเสียงและสีหน้าของผู้พูดแสดงความหรือแบบของข้อวามที่เขาพูดนั้นให้เราทราบได้ไม่ยาก แต่การทราบแบบแผนวรรณกรรมของข้อความในพระคัมภีร์ที่เราอ่านนั้นเป็นสิ่งสำคัญมาก ไม่ใช่ว่าทุกอย่างที่เขียนไว้จะต้องเข้าใจความหมายตามตัวอักษรเสมอไป เนื่องจากแบบวรรณกรรมแต่ละแบบก็มีกฎเกณฑ์และวิธีเฉพาะของตนในการแสดงความหมายที่ผู้เขียนต้องการแสดงให็ผู้อ่านทราบ

             หลักเกณฑ์อีกข้อหนึ่งในการตีความของพระคัมภีร์ก็คือ  ความสอดคล้องกับแผนการความรอดทั้งหมดของพระเป็นเจ้า พระศาสนจักรอาจต้องเป็นผู้ตัดสินในเรื่องนี้ นี่คือความสำคัญของ “ธรรมประเพณี”      เรามักจะไม่ทราบชื่อผู้แต่งหนังสือฉบับต่าง ๆ ในพระคัมภีร์   ส่วนใหญ่แล้วชื่อที่ติดมากับหนังสือต่าง ๆ  ก็ไม่ได้หมายความว่าผู้นั้นเป็นผู้เขียนจริง ๆ
 

             (จากหนังสือแง้มมองพระคัมภีร์   หน้า 9-14)